- Zero-Click Search คืออะไร? ตัวอย่างฟีเจอร์เด่นบน SERP ที่คุณควรรู้
- ทำไม Zero-Click Search ถึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด? บทบาทของ AI Search
- ผลกระทบของ Zero-Click Search ต่อธุรกิจและ SEO โอกาสและความท้าทาย
- กลยุทธ์รับมือ Zero-Click Search ปรับตัวอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต?
- การวัดผลความสำเร็จในสภาพแวดล้อม Zero-Click ปรับเมตริกของคุณ
- อนาคตของกลยุทธ์ดิจิทัลในยุค Zero-Click ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง
ในอดีต Google มีเป้าหมายที่จะพาผู้ใช้งานไปยังเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง แต่ปัจจุบัน Google พยายามตอบคำถามของผู้ใช้ให้เร็วที่สุดและครบถ้วนที่สุดบนหน้าผลการค้นหา (SERP) โดยตรง ซึ่งหมายความว่าแม้คุณจะค้นหาเจอ แต่บางทีคุณก็ไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าไปในเว็บไซต์นั้น ๆ เลย นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ทัน
Zero-Click Search คืออะไร? ตัวอย่างฟีเจอร์เด่นบน SERP ที่คุณควรรู้
Zero-Click Search (การค้นหาแบบ Zero-Click) คือสถานการณ์ที่ผู้ใช้งานได้รับคำตอบสำหรับคำค้นหาของตนเองโดยตรงบนหน้าผลการค้นหาของ Google (SERP) โดยไม่ต้องคลิกหรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ใด ๆ
ตัวอย่างของ Zero-Click Search ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ได้แก่
- Featured Snippets: คือกล่องคำตอบสั้น ๆ ตรงประเด็นที่ Google ดึงมาจากหน้าเว็บ เพื่อตอบคำถามของผู้ใช้ทันที เช่น เมื่อคุณค้นหา “สูตรอาหารคลีน” Google อาจแสดงสูตรย่อ ๆ ขึ้นมาเลย
- Knowledge Panels: แผงข้อมูลขนาดใหญ่ที่ปรากฏทางด้านขวาของ SERP รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น Wikipedia หรือฐานข้อมูลของ Google เอง มักใช้กับบุคคล สถานที่ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่มีข้อมูลเฉพาะตัว เช่น เมื่อคุณค้นหาชื่อคนดัง ก็จะเห็นประวัติและข้อมูลสำคัญทันที
- People Also Ask: กล่องคำถามและคำตอบที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาหลัก ให้ผู้ใช้สำรวจหัวข้อที่คล้ายกันได้โดยไม่ต้องค้นหาใหม่
- Google Business Profiles (Local Pack): สำหรับธุรกิจในพื้นที่ Google จะแสดงแผนที่ ข้อมูลติดต่อ เวลาทำการ และรีวิวขึ้นมาทันที ผู้ใช้สามารถโทรออกหรือขอเส้นทางได้โดยตรง
- AI Overviews: นี่คือตัวเร่งสำคัญที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2025 เป็นคำตอบที่สร้างโดย AI ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเนื้อหาทั่วทั้งเว็บ และปรากฏอยู่ด้านบนของผลการค้นหา ทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลสรุปได้ทันที
- Direct Answer Boxes: กล่องคำตอบสำหรับคำถามง่าย ๆ ที่ไม่ต้องมีการตีความ เช่น “เวลาประเทศไทยตอนนี้กี่โมง”
- Image Packs/Thumbnails: แถวหรือบล็อกของรูปภาพที่แสดงโดยตรงใน SERP ผู้ใช้สามารถเห็นภาพที่เกี่ยวข้องได้ทันที
- Knowledge Cards: ให้คำตอบสั้น ๆ เช่น ข้อเท็จจริง ชีวประวัติ สถิติ หรือคำจำกัดความ
- Google-owned tools: เช่น Google Flights และ Google Careers ที่รวบรวมข้อมูลและให้ผู้ใช้ทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องออกจาก Google

ทำไม Zero-Click Search ถึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด? บทบาทของ AI Search
การค้นหาแบบ Zero-Click มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ AI-powered search คือปัจจัยหลักที่เร่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ข้อมูลจาก SparkToro ในปี 2024 ระบุว่าประมาณ 65% ของการค้นหา Google ทั่วโลกไม่ส่งผลให้เกิดการคลิก และตัวเลขนี้สูงถึง 75% บนอุปกรณ์มือถือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้ใช้ที่ต้องการคำตอบที่รวดเร็วทันใจ
AI Overviews ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ยิ่งทำให้จำนวน Zero-Click Search เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย AI Overviews เพียงอย่างเดียวสามารถลดจำนวนคลิกได้ถึง 34.5% โดยเฉพาะเนื้อหาที่ให้ข้อมูลจะได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้ว่า AI Overviews จะอ้างอิงแหล่งที่มาโดยเฉลี่ยประมาณ 7 URL แต่ก็มักจะซ่อนแหล่งที่มาไว้ หรือบางครั้งอาจมีการจับคู่คำกล่าวกับแหล่งที่มาไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ AI Overviews ยังอาจสร้าง “Zero-Click Loops” หรือการวนซ้ำของการค้นหาแบบ Zero-Click โดยเปลี่ยนเส้นทางผู้ใช้ไปยังคำค้นหาใหม่บน Google โดยไม่นำไปสู่เว็บไซต์ภายนอกเลย
นอกจากนี้ Google ยังได้นำ AI Mode ซึ่งเป็นโหมดการค้นหาแบบสนทนาคล้ายกับ Gemini หรือ ChatGPT มาทดลองใช้ในสหรัฐอเมริกา และมีแผนที่จะย้ายไปอยู่ในหน้าการค้นหาหลักในอนาคต ซึ่งหมายความว่าการคลิกไปยังเว็บไซต์จะกลายเป็นข้อยกเว้นมากกว่ากฎทั่วไปในอนาคต
ผลกระทบของ Zero-Click Search ต่อธุรกิจและ SEO โอกาสและความท้าทาย
แม้ว่าการค้นหาแบบ Zero-Click จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับคำตอบที่รวดเร็วทันใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมากสำหรับธุรกิจ เพราะมันนำไปสู่การเข้าชมเว็บไซต์ที่น้อยลงโดยตรง ธุรกิจที่พึ่งพาการค้นหาแบบ Organic เพื่อสร้าง Lead, ยอดขาย หรือรายได้จากการโฆษณา กำลังเห็นจำนวนคลิกที่ลดลง ซึ่งบังคับให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่
การเข้าชมเว็บไซต์ที่ลดลง ความท้าทายหลักสำหรับธุรกิจยุคใหม่
การละเลยการเปลี่ยนแปลงของ Zero-Click Search อาจทำให้ธุรกิจเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นอย่างมาก เพราะคู่แข่งที่สามารถแสดงผลใน Featured Snippets, Knowledge Panels หรือ PAA boxes จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลหลัก ทำให้แบรนด์ของคุณเลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้ใช้งาน
เพิ่ม Brand Visibility โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็เป็นโอกาสในการคิดใหม่เรื่องกลยุทธ์เนื้อหาเช่นกัน การปรากฏในผลลัพธ์เหล่านี้ยังช่วย เพิ่มการมองเห็นแบรนด์ (Brand Visibility) และสามารถนำไปสู่การค้นหาแบรนด์ในภายหลังได้ แม้ว่าจะไม่ได้คลิกทันทีก็ตาม การจัดอันดับสูง ๆ ใน SERP อาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดการเข้าชมทันที แต่ก็ยังช่วยแนะนำแบรนด์ของคุณให้เป็นที่รู้จัก ดังนั้น คุณควรประเมินว่าคีย์เวิร์ดใดที่กระตุ้น SERP Features เพื่อให้แน่ใจว่าการกำหนดเป้าหมายคีย์เวิร์ดนั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุด

กลยุทธ์รับมือ Zero-Click Search ปรับตัวอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต?
เพื่อความอยู่รอดและเติบโตในยุค Zero-Click ธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ SEO และการตลาดดิจิทัล ดังนี้:
1. ปรับปรุงเนื้อหาและ Technical SEO กุญแจสู่การติดอันดับใน Zero-Click SERP
นี่คือหัวใจสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของ Google คุณต้องทำให้เนื้อหาของคุณเป็นมิตรกับ AI และ Search Engine มากที่สุด:
- ปรับเนื้อหาสำหรับ Featured Snippets และ Knowledge Panels: Google ชื่นชอบเนื้อหาที่ชัดเจน มีโครงสร้างที่ดี และตอบคำถามผู้ใช้อย่างตรงประเด็น Featured Snippets มักอยู่ในรูปแบบของย่อหน้า (40-60 คำ), รายการ (แบบหัวข้อหรือตัวเลข), ตาราง หรือการเปรียบเทียบ การจัดวางข้อมูลที่สำคัญที่สุดไว้ต้นส่วนจะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกเลือก
- สร้างเนื้อหาในรูปแบบคำถาม-คำตอบ: ลองจัดโครงสร้างเนื้อหาในลักษณะ “อะไร” “อย่างไร” และ “ทำไม” จะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับใน SERP Spots เหล่านี้ได้ดี
- ใช้ Structured Data (Schema Markup): การใช้ Schema Markup เช่น FAQ, HowTo และ Article Schema ช่วยให้ Google เข้าใจและจัดหมวดหมู่เนื้อหาของคุณได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการปรากฏใน Rich Snippets และ Knowledge Panels
- ปรับปรุงรูปแบบเนื้อหาเพื่อการมองเห็นสูงสุด: การใช้หัวข้อที่ชัดเจน, Bullet Points, ตาราง และย่อหน้าที่กระชับ ทำให้ Google ดึงข้อมูลไปใช้ได้ง่ายขึ้น
- ปรับให้เหมาะกับมือถือ (Mobile-First): เนื่องจากส่วนใหญ่ของการค้นหาแบบ Zero-Click เกิดขึ้นบนมือถือ การทำให้เว็บไซต์โหลดเร็ว, มี Responsive Design และใช้งานง่ายบนมือถือจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
- ให้ความสำคัญกับ Page Speed และ User Experience: เว็บไซต์ที่ช้าอาจส่งผลเสียต่อการจัดอันดับ การปรับภาพ, ลดสคริปต์ที่ไม่จำเป็น และปรับปรุง Core Web Vitals จะช่วยให้เนื้อหาของคุณมีโอกาสปรากฏใน SERP Features สูงขึ้น
- ปรับปรุงความสามารถในการอ่าน (Readability): ทำให้เนื้อหาของคุณเข้าใจง่ายสำหรับทั้งผู้ใช้และ Search Engine โดยแบ่งเนื้อหาเป็นประโยคและย่อหน้าสั้น ๆ ใช้หัวข้อย่อย, Bullet Points และภาพประกอบ รวมถึงการเขียนโดยใช้ Active Voice
2. ใช้ประโยชน์จากโฆษณา PPC เมื่อ Organic Traffic ไม่พอ
ในเมื่อ Google เก็บ Traffic ไว้กับตัวเองมากขึ้น ธุรกิจอาจต้องพึ่งพา โฆษณา PPC (Pay-Per-Click) เพื่อรักษาการมองเห็นและดึงดูดโอกาสที่อาจหายไป:
- เลือกคีย์เวิร์ดอย่างมีกลยุทธ์: เน้นคีย์เวิร์ดที่ยังคงกระตุ้นการคลิก โดยเฉพาะคำค้นหาเชิงพาณิชย์ (Commercial) และเชิงธุรกรรม (Transactional) รวมถึง Long-Tail Keywords ที่แสดงความตั้งใจในการซื้อที่ชัดเจน
- ปรับตำแหน่งโฆษณา: ไม่ใช่แค่เป้าหมายอันดับหนึ่ง แต่ควรทดลองตำแหน่งโฆษณาที่แตกต่างกัน เช่น Shopping Ads, Video Ads และ Discovery Ads เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในจุดที่พวกเขามีส่วนร่วมมากที่สุด
- ปฏิบัติตามแนวทางจัดสรรงบประมาณ: ปรับสมดุลการใช้จ่ายระหว่างคีย์เวิร์ดที่เป็นแบรนด์ (Branded) และไม่เป็นแบรนด์ (Non-branded) และใช้ Remarketing เพื่อติดตามผู้ใช้ที่เคยโต้ตอบกับเนื้อหาแต่ยังไม่เปลี่ยน Conversion
3. กระจายแหล่งที่มาของ Traffic ไม่พึ่ง Google แค่ช่องทางเดียว
การพึ่งพา Google เพียงแหล่งเดียวเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ยืดหยุ่นในปัจจุบัน ธุรกิจควรขยายการเข้าถึงผ่านช่องทางอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพา Organic Search
- ทดลองกลยุทธ์ Social Media: แพลตฟอร์มเช่น LinkedIn, X และ YouTube สามารถเป็น Search Engine ที่ทรงพลังได้ นำเนื้อหาบล็อกไปปรับใช้เป็นโพสต์สั้น ๆ ที่แชร์ได้
- ให้ความสำคัญกับการตลาดผ่านอีเมล: สร้างฐานข้อมูลอีเมลที่แข็งแกร่งและส่งเนื้อหาตรงถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณ
- ขยายการเผยแพร่เนื้อหา: สำรวจการ Syndication, Guest Posting และการเป็นพันธมิตร เพื่อให้เนื้อหาของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มอย่าง Reddit และฟอรัมเฉพาะกลุ่ม
- สร้างเนื้อหาที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์และผู้ใช้ (Product and User-Focused Content): มุ่งเน้น “Mutually Valuable Content” ที่สนับสนุนเป้าหมายของแบรนด์และให้คุณค่าที่แท้จริงแก่ผู้ใช้ เช่น เครื่องมือ, แม่แบบ, กรณีศึกษา ควรเป็นเนื้อหาที่ไม่สามารถพูดถึงได้หากไม่กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ของคุณ
- สร้างเนื้อหาที่มีความเป็นมนุษย์อย่างตั้งใจ (Deliberately Human Content): สร้างความแตกต่างจากเนื้อหาที่สร้างโดย AI ด้วยการนำเสนอความเป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leadership), บทความแสดงความคิดเห็น, การเล่าเรื่อง, งานวิจัยข้อมูล, การเติมเต็มช่องว่างของหัวข้อ และเนื้อหาแบบ “Gonzo” ที่นำเสนอข้อมูลใหม่และมุมมองเฉพาะตัว
- การวิจัยลูกค้าเชิงลึก (Method Customer Research): ผู้ใช้ในปัจจุบันมีคำถามที่ซับซ้อนมากขึ้น การเจาะลึกความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายผ่านการวิเคราะห์คำถาม Long-tail, ชุมชนออนไลน์, ข้อเสนอแนะจากลูกค้า และบันทึกการสนับสนุน จะช่วยให้สร้างเนื้อหาที่ละเอียดและเจาะจงซึ่ง AI ยากที่จะสรุปหรือลอกเลียนแบบ
4. สร้างแบรนด์และการประชาสัมพันธ์ (PR) ตอกย้ำการจดจำ
ยิ่งการมองเห็นใน SERP ลดลงเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งจำเป็นต้องรู้จักแบรนด์ของคุณมากขึ้นเท่านั้น การลงทุนในการสร้างแบรนด์และการประชาสัมพันธ์ (PR) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง:
- เป้าหมายคือการ สร้างแบรนด์ที่ถูกกล่าวถึง (Gets Mentioned) ไม่ใช่แค่การสร้างการเข้าถึงปลอม ๆ
- กลยุทธ์ที่ช่วยในการสร้างแบรนด์ได้แก่ การทำ “Search Everywhere Optimization” (ปรากฏในทุกแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้), การสร้างประสบการณ์ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม, การกระตุ้นการสนทนาในที่สาธารณะ การเปิดตัวแคมเปญที่สร้างความตื่นเต้น และการสร้างการตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth Marketing)
การวัดผลความสำเร็จในสภาพแวดล้อม Zero-Click ปรับเมตริกของคุณ
เมื่อจำนวนคลิกลดลง เมตริก SEO แบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้ คุณต้องเปลี่ยนการวัดความสำเร็จไปเน้นที่ การมองเห็นแบรนด์ (Brand Visibility), การมีส่วนร่วม (Engagement) และผลกระทบ (Impact) แทน
เมตริกใหม่ของการวัดผล Brand Visibility และ Impact คือหัวใจ
- ติดตาม Impressions ใน Google Search Console: ดู “Total Impressions” และ “Average Position” โดยเฉพาะการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับชื่อแบรนด์ของคุณ
- ตรวจสอบการปรากฏใน SERP Features: ใช้เครื่องมืออย่าง Ahrefs หรือ Semrush เพื่อติดตามว่าแบรนด์ของคุณปรากฏใน Featured Snippets, Knowledge Panels, People Also Ask (PAA) boxes หรือ AI Overviews หรือไม่ การปรากฏใน Featured Snippet แม้ไม่ได้คลิกก็ยังสร้าง Brand Awareness ได้
- ติดตามการกล่าวถึงแบรนด์ใน AI Overviews: ด้วยเครื่องมืออย่าง Ahrefs Brand Radar และการกล่าวถึงแบรนด์ในแพลตฟอร์ม AI อื่น ๆ เช่น ChatGPT และ Perplexity
การวัดผลความสำเร็จทางเลือก (Alternative Metrics)
- ตรวจสอบ Direct Traffic ที่เพิ่มขึ้น: ใน Google Analytics 4 (GA4) ให้ดูที่ “Direct traffic” ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าผู้ใช้เห็นแบรนด์ของคุณในการค้นหาแล้วกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์โดยตรงในภายหลัง
- มองหา Traffic Spikes จาก Search Features: การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Referral Traffic จาก Google Search อาจสัมพันธ์กับ Featured Snippets หรือ Knowledge Panels ที่คุณติด
- ดู Traffic ใน Ahrefs Web Analytics: เพื่อทำความเข้าใจว่า Traffic ไปที่ใด และอะไรดึงดูดผู้ใช้เมื่อพวกเขาคลิก การเพิ่มขึ้นของ Direct Traffic หรือการเติบโตของหน้าแรกสามารถบ่งบอกถึง Brand Recall ที่เพิ่มขึ้น
ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่มองเห็นได้
- จำนวน Conversion ที่เริ่มต้นด้วยการค้นหา: ใน GA4 ดูที่ “Assisted Conversions” จาก Organic Search เพื่อดูว่าการค้นหามีบทบาทในเส้นทาง Conversion หรือไม่ แม้ว่าจะไม่ใช่แหล่งที่มาของการคลิกสุดท้ายก็ตาม
- ผลกระทบของการค้นหาแบรนด์ต่อ Conversion: เปรียบเทียบ Conversion จาก Direct Traffic กับ Organic Search ใน GA4 หาก Direct Conversions เพิ่มขึ้นหลังจากการปรับปรุง SEO แสดงว่าการค้นหาช่วย “ปลูกฝังความคิด” และผู้ใช้กลับมา Conversion ในภายหลัง
เครื่องมือและแนวทางในการติดตามผล
- ตั้งค่ารายงานที่กำหนดเอง: ใน Looker Studio หรือ GA4 ให้เน้นรายงานที่ติดตามการมองเห็น (Visibility), การมีส่วนร่วม (Engagement) และผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact)
- ใช้เครื่องมือติดตามที่เหมาะสม: Google Search Console, Google Analytics (GA4), Ahrefs/Semrush และเครื่องมือตรวจสอบแบรนด์ (เช่น Brandwatch, Mention)
- เปรียบเทียบเมตริกก่อนและหลังการปรับปรุง SEO เพื่อดูว่า Impressions เพิ่มขึ้นหรือไม่ Direct Traffic เติบโตขึ้นหรือไม่ หรือ Conversion Rate เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
อนาคตของกลยุทธ์ดิจิทัลในยุค Zero-Click ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง
การค้นหาแบบ Zero-Click กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ เพื่อก้าวล้ำนำหน้า ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและกระจายแนวทางเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาการคลิกแบบ Organic มากเกินไป
AI-powered search, Voice Search และ Interactive SERPs กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้ใช้ค้นหาข้อมูล การปรับให้เหมาะสมกับคำค้นหาเชิงสนทนา (Conversational Queries) และคำตอบที่มีโครงสร้าง จะช่วยให้แบรนด์ยังคงเป็นที่รู้จักในพื้นที่ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วนี้
แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การจัดอันดับ ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการ สร้างแบรนด์ (Brand Building), การเป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leadership) และ การตลาดแบบหลายช่องทาง (Multichannel Marketing) การให้ความสำคัญกับช่องทางที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ เช่น อีเมล, ชุมชนออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นแม้ Algorithm ของ Search Engine จะเปลี่ยนแปลงไป ในท้ายที่สุด ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในโลก Zero-Click จะไม่เพียงแค่ติดอันดับ แต่จะตอบโจทย์ “User experience” และสร้างการแสดงผลที่ยั่งยืน
สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ การค้นหาแบบ Clickless เป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ การต่อสู้กับมันอาจไม่ได้ผล แต่การทำงานรอบ ๆ มันอาจทำได้ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เผยแพร่จะได้รับคลิก แต่มันก็อาจได้รับการกล่าวถึงหรือมีอิทธิพล การกระจายช่องทาง เป็นหนทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้า สถานการณ์ที่ดีที่สุดอาจเป็นการมองเห็นโดยไม่มีการระบุแหล่งที่มา ซึ่งเราจะต้องยอมรับมัน นักการตลาดมีความสามารถในการปรับตัว และนี่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง
Source:



